จุดเริ่มต้นการใช้ “ฤทธิ์ทางใจ” และ “ฤทธิ์ทางปัญญา” ด้วยเครื่องมือเรียบง่ายและทรงพลังที่สุด ทุกคนมีคือ “ลมหายใจแห่งสติ” เพื่อนำพา “แสงสว่างแห่งปัญญา” เกิดขึ้นกลางหทัยส่งสว่างให้ “ดวงใจที่ปรารถนาให้ตนมีความสุขสมหวังทุกที่กลับมาสู่ตน” สม่ำเสมอเรียบง่ายซ้ำๆ ทุกวันจนแสงสว่างชนะเงามืดในใจ “คุณจะตื่นจากหลับไหลถึงพร้อมด้วยปัญญา” ทรงพลังสูงสุด นำมาซึ่งความเจริญรุ่งเรืองสมปรารถนาทุกด้านของชีวิต
อดีตประเทศไทยแผ่นดินแผ่นดินทองนี้ แต่ละยุคจะปรากฎ “อภิมหาปราชญ์” ไม่ว่าจะเป็นชายหรือหญิงเกิดขึ้นมาเสมอเมื่อเกิดภัยอันตรายกับผู้คน “อภิมหาปราชญ์ของชาวไทย” ได้มอบปราชญาสำคัญเพื่อประเทศเพื่อเป็นหลักคุ้มครอง ให้พวกเราพึงปฏิบัติร่วมมือร่วมใจ ช่วยกันฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติ ป่าไม้ ภูเขา แม่น้ำ ลำธาร ผืนดินให้กลับมาอุดมสมบูรณ์
เมื่อทุกคนในสังคมเปลี่ยนพลังขับเคลื่อนชีวิตเป็น “พลังแห่งปัญญา และหัวใจมอบคุณค่าให้กันและกัน” เพียงแค่ “รู้ทันลมหายใจ แม้หัวใจยังสับสนก็ไม่เป็นไรเลย รู้ทันความคิด รู้ทันความรู้สึก โดยไม่ตัดสินไม่ไหลตามความรู้สึกความคิด” เริ่มที่ตัวเราแล้วค่อยขยายสู่ชุมชนร่วมมือกัน สร้างผลลัพธ์ปรากฎเร็วยิ่งขึ้น ดีกว่าที่เราจะ “รอคอย” อธิมหาปราชญ์หรือใครสักคนปรากฎตัวเพื่อช่วยแก้ไขปัญหาเพราะเราไม่มีทางรู้เลยว่าต้องรอนานเท่าไรกว่าจะพบ และกว่าผลลัพธ์ที่พวกเราปรารถนาจะปรากฎ วันนี้ชุมชนต้นแบบเกิดขึ้นจากผู้คนหลากหลายอาชีพ ที่ตั้งใจฝึกฝนใช้พลังงานขับเคลื่อนที่ยอดเยี่ยมนี้ คำถามคือ หากจริงๆ แล้วสมการที่เรารอคอยมันคือ ปราชญ์ 10,000 คน เท่ากับ มหาปราชญ์ 1 คน และมหาปราชญ์ 10,000 คน เท่ากับอภิมหาปราชญ์ 1 คนเท่ากับผลลัพธฺ์ทุกความเป็นไปได้ เราจะรออภิมหาปราชญ์…
เมื่อทุกคน ฟื้นฟูพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ภายในประเทศไทย โดยใช้ “ฤทธิ์แห่งใจ” และ “ฤทธิ์แห่งปัญญา” ร่วมมือกันความอุดมสมบูรณ์ความมั่งคั่งยั่งยืนความปรกติสุขก็เริ่มต้นขึ้นแล้ว ลงมือทำในทุกวันเกื้อกูลกัน…แบ่งปันเมตตาจริงใจ ไม่ด่วนตัดสินตนเองและผู้คน โลกของเราจะกลับมาเป็นปรกติสุข อุดมสมบูรณ์อีกครั้งอย่างรวดเร็ว






